dot
บริการพิมพ์
dot
ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน
ซองผ้าป่า ซองกฐิน
สติ๊กเกอร์
แผ่นพับใบปลิว
ซองจดหมาย ซองเอกสาร
หัวจดหมาย
ปฏิทินแขวนจีน
พิมพ์โบรชัวร์
พิมพ์กล่องกรดาษกล่องสบู่กล่องครีม
ป้ายห้อยสินค้าhangtag
พิมพ์ถุงกระดาษถุงแฟชั่น
พิมพ์โปสการ์ดสคส
พิมพ์การ์ดงานบวช
แผ่นพับสวดมนตฺ์
พิมพ์แบบฟอร์ม
พิมพ์ประกาศนียบัตร
พิมพ์ สกรีน ซองฟอยลฺ์
พิมพ์แฟ้มกระดาษ
พิมพ์ป้ายห้อยสินค้าhangtag
พิมพ์คูปอง
พิมพ์หนังสือสวดมนต์
dot
dot
dot
dot




ความเป็นมาธุรกิจโรงพิมพ์ไทย

ประวัติความเป็นมาธุรกิจโรงพิมพ์ในประเทศไทย

การพิมพ์ในประเทศไทยนั้นเริ่มมีขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายใต้การชี้นำของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสนาม หลุยส์ ลาโน ซึ่งในปี พ.ศ. 2205 ได้ทำการจัดตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์หลักคำสอนของศาสนาคริสต์, พจนานุกรมไทย, ภาษาบาลี และไวยากรณ์ต่าง ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2229 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระดำริที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส จึงส่งคณะทูตซึ่งนำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จลุล่วง และยังได้โอกาสเข้าไปศึกษางานจากโรงพิมพ์หลวงของที่นั่นเพื่อนำมาพัฒนาการพิมพ์ของไทยอีกทางหนึ่งด้วย ทำให้การพิมพ์รุดหน้าไปมาก เมื่อได้รับความนิยมและเห็นความสำคัญของการพิมพ์มากขึ้น จึงได้มีการสร้างโรงพิมพ์หลวงขึ้นที่พระราชวังในจังหวัดลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในส่วนของการพิมพ์ในยุคนี้นั้น ได้มีการนำไม้มาแกะเป็นแม่พิมพ์ โดยตัวอักษรโรมันจะแกะเป็นตัวอักษรแล้วนำมาเรียงพิมพ์ทีหลัง ในขณะที่ภาษาไทยจะแกะทีเดียวทั้งหน้า น่าเสียดายที่วิวัฒนาการของการพิมพ์ในไทยต้องมาหยุดชะงักลงในสมัยของสมเด็จพระเพทราชา เนื่องจากไม่ทรงโปรดพวกมิชชันนารีนั่นเอง

เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้น ณ โบสถ์ซานตาครูส โดยบาทหลวงการ์โนลต์ ในปี พ.ศ. 2339 และหลังจากนั้นก็มีโรงพิมพ์เกิดขึ้นประปรายซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของชาวตะวันตกที่เป็นฝ่ายนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามานั่นเอง ต่อเมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีโรงพิมพ์ของคนไทยเกิดขึ้น นั่นก็คือโรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหารของเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา โดยหลังจากขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง นอกจากนี้พระองค์ยังได้นำแม่พิมพ์หิน (Lithography) เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย ยุคนี้จึงเป็นยุคที่การพิมพ์ของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้ในต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพิมพ์ไทย” 

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 นายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ ได้รับสืบทอดกิจการโรงพิมพ์ต่อจากคณะมิชชันนารีและนำมาใช้ในเชิงธุรกิจเป็นคนแรกในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 ก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้นมาใช้ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ได้มีการตั้งโรงงานผลิตกระดาษในเชิงอุตสาหกรรมขึ้นมาเพื่อรองรับงานของโรงพิมพ์ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางด้านการพิมพ์ของประเทศไทยนั้น สามารถทำออกได้มีคุณภาพไม่แพ้งานของต่างประเทศเลยทีเดียว อีกทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ทันสมัย และใช้ระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานสั้นลงกว่าแต่ก่อนมาก และที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือต้นทุนในการผลิตที่ลดลงจนมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งเหตุผลหนึ่งก็คือตลาดโรงพิมพ์นี้มีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้บรรดาโรงพิมพ์ทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องทำการตลาดอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อโชว์ศักยภาพของตนเองให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็น และหันมาใช้บริการกับโรงพิมพ์ของตน

ธุรกิจโรงพิมพ์ในประเทศไทย

การพิมพ์สามารถแบ่งออกได้หลายแขนง แต่ในที่นี้เราจะมาพูดถึงธุรกิจการพิมพ์บนวัสดุที่เป็นกระดาษเท่านั้น โดยจะจัดแยกประเภทของธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องออกมาดังต่อไปนี้

1.  ธุรกิจจัดหาวัตถุดิบสำหรับการพิมพ์ 

ได้แก่อุตสาหกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทำวัตถุดิบเพื่อป้อนให้แก่ โรงพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า, การผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ, การผลิตหมึกพิมพ์, การผลิตแม่พิมพ์หรือเพลท หรือการผลิตสารเคมีต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการพิมพ์ ซึ่งในจำนวนนี้ มีบางอุตสาหกรรมที่ต้องมีการวางแผนระยะยาวเพื่อให้สามารถส่งผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมกระดาษ ที่มีความสำคัญที่สุด ส่วนทางด้านค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจำกัดเอาไว้ให้แน่นอนได้ ราคาจึงมีขึ้นและลงอยู่ตลอดเวลาตามแต่สถานการณ์ในช่วงเวลานั้น

2.  ธุรกิจการจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้งานในโรงพิมพ์ 

ได้แก่ ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องพิมพ์ทุกขนาดและทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ต, เครื่องพิมพ์ซิลค์สกรีน, เครื่องพิมพ์ดิจิตอล, เครื่องยิงฟิล์มอิมเมจเซ็ตเตอร์, เครื่องเพลทเซ็ตเตอร์, เครื่องตัดและเจียนกระดาษ, เครื่องเย็บกระดาษ, เครื่องไสสันทากาวเพื่อเข้าเล่มหนังสือ, เครื่องปั๊ม, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งในบรรดาอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ สิ่งที่มีราคาสูงที่สุดก็คือเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท ซึ่งนิยมใช้เครื่องที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศเยอรมัน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการใช้งานดีกว่าแบรนด์จากประเทศอื่น อันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชิ้นงานออกมาดูดีและมีคุณภาพไปด้วย

3.  ธุรกิจด้านการจัดทำต้นฉบับและออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ 

ได้แก่สำนักพิมพ์, นักออกแบบและเสนอความคิดสร้างสรรค์, นักการตลาดและวิจัยข้อมูล เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งมีทั้งที่เป็นหน่วยงานอิสระและองค์กรใหญ่ ๆ ที่ต้องการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกเหนือจากการจัดทำโฆษณาเพื่อผลประโยชน์ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์อันเป็นหน้าที่ของบริษัทโฆษณาโดยเฉพาะ

4. ธุรกิจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์ 

ได้แก่สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การยิงฟิล์ม, สร้างเพลท, ปรู๊ฟงาน, การพิมพ์งาน, การเคลือบผิว, การขึ้นรูป และการเข้าเล่ม 

5. ธุรกิจด้านการกระจายชิ้นงานหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการผลิต 

งานพิมพ์บางอย่างอาจจบลงเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิมพ์ แต่ก็มีไม่น้อยที่ต้องอาศัยการกระจายสื่อดังกล่าวไปยังบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อประโยชน์ทางด้านการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณา เช่น วารสารต่าง ๆ และไดเร็คเมล์